3 ตุลาคม 2008 / 1 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
ใจสะอาด…
บันทึกนี้เป็นของฝากที่เป็นบทกลอนครับ เป็นของนักส่งเสริมการเกษตรรุ่นพี่ๆ เขียนไว้ ผมไปเจอเขาทิ้งไปแล้วเห็นว่ามีสาระดี เลยปัดฝุ่นนำมาแขวนใหม่ ไว้ที่ห้องทำงานของผมเอง
“คนที่มีนิสัย ไม่สะอาด
ถึงเก็บกวาดอย่างไรก็ไร้ผล
ความสะอาดต้องมีในสันดานคน
ทุกแห่งหนจึงสะอาดชาติรุ่งเรือง”
ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากเพื่อการ ลปรร. ครับ
ในหมวดหมู่: พัฒนาตนเอง, แลกเปลี่ยนเรียนรู้
2 ตุลาคม 2008 / 2 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่านบันทึกของอาจารย์ประพนธ์ ที่ gotoknow.org ชื่อบันทึก Leadership – ภาวะผู้นำ กับการสร้างความแตกต่าง แล้ว เลยนำมาคิดต่อ และนำสิ่งที่คิดต่อนั้นมาเรียบเรียง รายละเอียดก็เขียนตามสิ่งที่เคยพบพบเห็น มุมมองอาจจะอยู่ในวงจำกัดหรือให้น้ำหนักแก่หน่วยงานของรัฐ เพราะอยู่และเห็นอยู่ในวงการนี้มากที่สุด อาจจะไม่ถูกต้องหรือตรงใจท่านผู้อ่านมากนัก/บางท่านก็ต้องกราบขออภัย
เท่าที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าภาวะผู้นำนั้น ไม่ได้ขีดกรอบหรือขีดวงจำกัดอยู่แต่ผู้บริหารขององค์กรเท่านั้นที่จะมีภาวะผู้นำ เราๆ ท่านๆ ทุกคนต่างล้วนมีอยู่ในตัวในตน และเป็นผู้นำกันได้ทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งแห่งหน ก็การเป็นผู้นำตนเองนั่นก็แบบหนึ่งที่ทุกคนสามารถเป็นได้ เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ / ในหรือนอกระบบ คือมีได้ในทุกระดับไม่ว่าจะในระดับบุคคล-ปัจเจก นำในระดับกลุ่ม-ฝ่าย จนถึงนำองค์กรในระดับที่สูงขึ้นไป
แต่จากประสบการณ์อันน้อยนิดที่อยู่ในวงการ-ระบบงานของรัฐนั้น ผมคิดว่าการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไปสู่ทิศทางที่ถูกที่ควร หรือสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับองค์กรได้นั้น ผู้บริหารในทุกระดับ(ที่เป็นทางการ)ควรจะมีภาวะของผู้นำ-ผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวสูงตามไปด้วย(ตามบทบาทและความรับผิดชอบ) เพราะวัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐนั้น ยังดำเนินอยู่อย่างเดิมและเหนียวแน่น คือการทำงานตามระบบ มีสายงานการบังคับบัญชาที่ตายตัว สิ่งใหม่แม้จะเป็นสิ่งที่ดี-ถูกต้องและเป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาปรับวิธีการทำงาน หากไม่เป็นไปตามระบบ หรือสอดคล้องกับรูปแบบที่มีอยู่เดิมแล้ว หรือคนคิดไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงแล้วไซร้…ยากที่จะสามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้
จึงไม่แปลกเลยที่เรามักจะเคยได้ยินคนทำงานบ่นเสมอว่า “มีความสุขมากหากได้ทำในสิ่งที่เขา(คนอื่น)ไม่ได้สั่ง(คิดเอง)…แต่ไม่มีความสุขมากนักกับงานที่ต้องทำตามเขาสั่ง(ทำให้เสร็จๆ)” อาจจะอ่านแล้วงง ทั้งๆ ที่เป็นการทำงานเหมือนกัน ขออธิบายเพิ่มเติมว่าที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าคนทำงานทุกคนนั้นล้วนมีความสามารถที่จะคิด-วิเคราะห์งาน แล้วนำไปสู่การปฏิบัติได้เองทุกคน แต่ไม่สามารถที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้-ปรับเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ได้ (แต่บรรลุเป้าหมายของงานตามหน้าที่ไม่บกพร่อง น่าจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำในหลายๆ ด้าน) โดยธรรมชาติคนเราไม่ต้องการการควบคุม ชอบการเป็นอิสระ และเราก็จะได้ยินผู้มารับบริการหรือคนทั่วๆ ไปบ่นเสมอว่า
*งานล่าช้า
*ยังไม่ปรับปรุงวิธีการทำงานกันเลย
*ไม่มีรูปแบบที่หลากหลายเหมือนบริษัท-หรือหน่วยงานอื่นที่เคยไปใช้บริการมา
*งานมักจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่สามารถทำแทนกันได้ คนนั้นไม่อยู่คนนี้ก็ทำให้ไม่ได้
*ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้เราสามารถที่จะแก้ได้ แม้อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง และจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นก็ต้องโยงไปหาผู้นำอีกนั่นแหละครับ เพราะนอกจากคนทำงานจะเป็นผู้นำในระดับบุคคลกันแล้ว ในงานของหน่วยงานนั้นผู้นำองค์กรมีความสำคัญอย่างสูงมากต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร เพราะจุดสูงสุดนี้สามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาได้ใหม่ และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล-กลุ่มคนได้นั้น ล้วนอยู่ที่ผู้นำ/ผู้บริหารแทบทั้งสิ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมองแต่มุมภายในนั้นยังไม่น่าจะเพียงพอ สิ่งที่ต้องปรับไปคู่ขนานกันก็คือปัจจัยที่ส่งผลกระทบมาจากภายนอกด้วย(คิดต่อ) จึงจะส่งผลในทางบวกต่อการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรด้วย
นั่นคือมุมมองที่นำมาคิดต่อและเรียบเรียงเพราะ “นายเลือกลูกน้องไม่ได้ และลูกน้องก็เลือกเจ้านายไม่ได้” นี่คือความเป็นจริงของหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำ/ผู้บริหารที่เก่งๆ ก็มีมากมายแต่ลูกน้องอาจตรงกันข้าม หรือลูกน้องทำงานดีแต่เจ้านายไม่ใส่ใจงานก็มี
แต่ข้อสรุปสุดท้ายเราก็คงหันกลับมาที่ตนเองนั่นแหละครับ เพราะหากทุกคนพัฒนาตนเอง เรียนรู้และปรับปรุง-พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ก็คงแก้ไขได้ไม่ยากเย็น การสร้างวัฒนธรรมใหม่ไม่ใช่เรื่องยากในการทำงานในองค์กร ที่สรุปเช่นนี้ก็เพราะว่า “เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้…นอกจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง” หากทุกคนเปลี่ยนแปลงตนเอง (ในทางที่ถูก-ดี) คงจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับสังคมแห่งนี้อีกมากมาย
วันนี้เราอาจจะยังหาส่วนผมผสมของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ลงตัว แต่หากว่าทุกคนไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาแล้ว วัฒนธรรมใหม่ของการทำงานคงจะมาถึงหน่วยงานเราได้สักวัน
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ
2 ตุลาคม 2551
ในหมวดหมู่: Uncategorized
1 ตุลาคม 2008 / 1 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
ผมทำงานในบทบาทของงานส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมักจะตกเป็นจำเลยของสังคมทุกครั้งหากมีปัญหาเกี่ยวกับการผลิตทางการเกษตร แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นผู้กระทำโดยตรง เช่น
* พืชบางชนิดมีผลผลิตล้นตลาด-ขาดตลาด
* สินค้าการเกษตรมีราคาถูก-แพง
* เกษตรกรมีการใช้สารเคมีมาก
* ฯลฯ มากมาย
การที่ถูกตำหนิหรือว่ากล่าวอย่างใด พวกเราก็คงไม่คิดที่จะโต้แย้ง เพราะมันคงไม่เกิดประโยชน์หรือผลดีอะไรขึ้นมา ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าส่วนมากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพวกเราเลยแม้แต่นิดเดียว
ในการผลิตพืชเพื่อให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานหันมาสนใจ และทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อให้เกษตรกรลด ละ เลิกใช้สารเคมีกันมาก เหตุผลก็คือเพื่อความปลอดภัยอะไรประมาณนั้น ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานส่งเสริมการเกษตรของพวกเราก็จะมีโครงการต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับการจะทำให้มีการผลิตพืชที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นวิธีการที่ดี แต่หากจะให้สำเร็จ ส่งผลไปถึงการเลิกใช้สารเคมีของเกษตรกรกันทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นไปได้ยาก แม้เราจะทุ่มเททรัพยากรกันหมดทั้งประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้เลยก็ตาม เหตุผลก็คือการทำงานปัจจุบัน เราทำงานกันแบบแยกส่วน ทำกับบางกลุ่ม บางหน่วยงานเท่านั้น ต้นตอและสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข หากคิดอีกมุมหนึ่ง แบบตรงกันข้าม…มองต่างมุม ก็จะพบเห็นว่าสิ่งที่อยู่นั้นมีจุดอ่อนและสมควรได้รับการแก้ไขในหลายประเด็น
รณรงค์แต่คนปลูกแต่ไม่ได้รณรงค์คนกิน-คนซื้อเลย
เราจะพบเห็นโดยทั่วไปว่าคนปลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ใช้สารนี้ดี สารนี้ไม่ดี ฯลฯ แต่เราไม่เคยรณรงค์เพื่อชักจูงให้คนกิน-คนซื้อเลยว่าควรทำอย่างไร เลือกซื้อเฉพาะสินค้าแบบไหน ประเด็นนี้ผมมีข้อมูลยืนยันจากการไปสอบถามคนปลูกผัก และปลูกพืชทั่วไปหลายพื้นที่ว่าพวกเขาไม่อยากใช้กันอยู่แล้วสารเคมี หรือบางคนไม่ใช้แต่กลับพบว่าคนซื้อไม่ซื้อผลผลิตของเขาเพราะใบไม่สวย ไม่อวบ…อิอิ
เราไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ประเด็นนี้ผมคิดเองนะครับ (บางทีอาจจะทำไม่ได้) สิ่งที่ผมมองก็คือ ในเมื่อเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าสารเคมีบางชนิดไม่ปลอดภัย และสารเคมีเหล่านั้นล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ…ทำไมเราไม่งดการนำเข้า เท่านี้ก็จะแก้ปัญหาได้ ระยะแรกอาจมีปัญหาบ้าง แต่เชื่อว่าในระยะยาวเราน่าจะสามารถปรับตัวได้ หรือว่ามันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนรู้ว่าบุหรี่-เหล้าไม่ดี แต่กลับมีการตั้งโรงงานกันอย่างถูกต้อง แถมบางอย่างรัฐเสียเองเป็นผู้ผลิต-จำหน่าย
แค่ 2 ประเด็นนี้ก็พอจะทุเลาหรือแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ไปได้ ยังมีอีกหลายช่องทางหากเราเอาจริงเอาจังกับมันแล้วปัญหาเรื่องการผลิตพืชให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมก็คงจะลดลงได้บ้าง
คิดเล่นๆ ครับ ท่านผู้ผ่านมาจะเพิ่มเติมก็ขอเชิญเลยครับ
ในหมวดหมู่: Uncategorized
10 กรกฏาคม 2008 / 6 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
โดยธรรมชาติทุกคนคือคนดี และหากจะถามต่อไปว่าแล้วเราเกิดมาทำไม
ผู้รู้ท่านสรุปว่าเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่
ดังนั้นเราทุกคนล้วนต้องเรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
เพื่อที่จะทำให้เราได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
ให้สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีทีสุด
ส่วนช่องทางหรือวิถีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นย่อมมีหลากหลาย
นี่ก็คงเป็นอีกทางหนึ่งที่เราจะสามารถแลกเปลี่ยน-แบ่งปันกันได้แบบพี่แบบน้อง ลานดิน บนพื้นดินที่เราจะสามารถเข้าถึงกันได้อย่างเท่าเทียม……
คอยติดตามเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในลานป่าสักแห่งนี้ต่อไปนะครับ
ในหมวดหมู่: Uncategorized
คำสำคัญ: ลานดิน, แบ่งปัน
10 กรกฏาคม 2008 / 1 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
Welcome to ลานปัญญา. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!
ในหมวดหมู่: Uncategorized